วิสุทธิ์กรณ์ ณ.

วิสุทธิ์กรณ์ ณ.

ผู้เยี่ยมชม

notokoong_bio@hotmail.com

  ข้อสงสัยต่างๆ หลังจากศาลตั้งผุ้จัดการมรดกร่วมและทางออกของทายาด (793 อ่าน)

2012-07-23 21:30

เรียนคุณกฤษณะ
ผมเป็นคนหนึ่งที่มีข้อสงสัยจะรบกวนสอบถาม ผมสรุปเรื่องราวเป็นข้อๆให้นะครับ จะได้ง่ายต่อการแนะนำ ผมขอขอบพระคุรล่วงหน้าก่อนเลยนะครับ
1.ผมเป็นลูกคนเดียว แม่เสียชีวิตตั้งแต่ผมเข้ามหาลัยปี 1 ทิ้งมรดกเป็นที่ดินให้พ่อไว้ผู้เดียวเพราะเชื่อว่าผม อย่างไรแล้วพ่อก็ต้องเลี้ยงดู
2.ผ่านมา 10 ปีที่แม่เสียชีวิตนะครับ เมื่อ 5 ปีที่แล้วหลังจากผมเรียบจบใหม่ๆ พ่อขายที่ดินทั้งหมดได้เงินมา 10 ล้าน ผมกับเพื่อนสนิทเป็นพยานในการขายครั้งนี้ให้กับหมู่หมู่บ้านจัดสรรที่หนึ่ง
3.เข้าปีที่ 6 ที่แม่ตาย มีผู้หญิงมาติดพันพ่อและเข้ามาอยู่ที่บ้าน จนส่งผลให้ผมไม่สามารถอยู่ที่บ้านได้ (รายละเอียดสามารถจินตนาการได้เหมือนละครทุกช่องทุกเรื่องรวมกันเลยครับ) ผุ้หญิงคนนี้เป็นคนแถวบ้าน เคยเป็นคนทำความสะอาดตามห้างปัจจุบัน(ขณะที่เจอพ่อ) เป็นแม่ค้าขายโรตี เข็นรถขายผ่านบ้านบ่อยๆ พ่อผมหลังแม่ตายก็ไม่ได้ทำงานเดิมเป็นพนักงานบริษัท
4.หลังผมจบวิศวะฯจากลาดกระบัง แต่ไม่สามรถอยู่บ้านได้ จึงตัดสินใจขอเงินพ่อไปเรียนต่อเมืองนอก (จริงๆผมได้ทุนจากเกียรตินิยมไปเองด้วยแต่ไม่ได้บอกพ่อ) พ่ออนุญาตให้ไป
5.ปี 51-52 หลังจากใช้ชีวิตอยู่ที่เมกาได้ 1 ปี ก็ได้ข่าวว่าพ่อตัดสินใจจดทะเบียนกับแม่ค้าคนนั้น
6.พ่อเปลี่ยนชื่อสมุดเงินฝากหลังจากจดทะเบียนสมรสทันที เป็นใช้ชื่อร่วมระหว่างแม่ค้าโรตีกับพ่อ
7.ปี 52-ปี 54 (ปีน้ำท่วม) พ่อไม่ได้ส่งเสียผมเลย และไม่เคยสอบถามถึงว่าผมเป็นอย่างไร ในขณะที่ผมยังเรียนอยู่ที่เมกา (ผมสอบเรียนต่อป.เอกได้ จึงอยู่ต่อไปเรื่อยๆ) ผมเข้าใจเหตุผลนะว่าทำไม เพราะพยายามติดต่อพ่อ ก้ไม่สามารถติดต่อได้ ผมไม่มีญาติพี่น้องที่ไทย ญาติฝ่ายพ่อเสียหมดแล้ว ฝ่ายแม่มีลุงคนเดียวก็ไม่เคยพบกัน มีแต่เพื่อนบ้าน จึงพยายามติดต่อเพื่อนบ้านเพื่อสอบถามว่าพ่อเป็นอย่างไร คำตอบคือ ปกติดีอยู่
8.ตุลา ปี 2554 น้ำท่วมใหญ่ ที่ไทยผมติดต่อพ่ออีกหลายครั้งเช่นเดิม ไม่สามารถติดต่อได้ จนต้องสอบถามคนข้างบ้าน รอจนน้ำเริ่มลงก็สามารถติดต่อเพื่อนบ้านคนนึงได้ เพื่อนบ้านแจ้งว่าพ่อป่วย เข้าโรงบาลอยู่ แล้วตอนน้ำท่วมสูงสุด โรงบาลได้ย้ายผู้ป่วยไปอีกจังหวัดหนึ่งใกล้ๆที่ไม่ท่วม ผ่านไปครึ่งเดือนพ่อผมเสียชีวิต
9.ศพรีบสวด รีบเผาทั้งๆที่รู้ว่า ผู้ตายมีลูก และเค้าก็ทราบว่าผมทราบเรื่องพ่อเสีย เนื่องจากเพื่อนบ้านได้ไปบอกนางไว้ว่าลูกชายจะกลับมาเผาอีก 3 วันจะเดินทางถึง นางไ่ยอมแจ้งว่าจะเผาเลย เพราะวัดไม่สะดวก (วัดนี้น้ำไม่ได้ท่วมนะครับ) ผมเลยต้องรีบกลับไทยทันทีวันนั้นเพื่อให้ทันเผาพ่อ
10.ผมได้เห็นหน้าพ่อครั้งสุดท้าย ในสภาพที่ผมแทบบ้า แม้กระทั่งหนวดก็ไม่ได้โกน ไม่เข้าใจว่าโรงพยาบาลเดี๋ยวนี้เค้าไม่ทำความสะอาดศพก่อนแล้วหรือ หรือว่านางอยากจะรีบเผา (ผมถ่ายรูปสภาพสุดหล่อของพ่อไว้ด้วยครับ)
11.มาถึงเรื่องมรดก พ่อไม่มีพินัยกรรม ไม่มีทายาดอื่น ยกเว้นผม กับ แม่ค้าโรตีที่เพิ่งจดทะเบียนสมรสกันเมื่อ 4 ปีก่อน ซึ่งทำให้พ่อผมไม่ส่งเสียเลี้ยงดูผมอีกต่อไปจนถึงท่านเสีย
12.เหมือนนางจะเตรียมตัวมาดี ด้วยมีทนายจากกทม. ยื่นมือเข้ามาช่วยนางให้รีบยื่นผุ้จัดการมรดก
13.เพื่อนบ้านอีกเช่นเคย นำเรื่องมาแจ้งผม ผมจึงไปค้านที่ศาล ... ถึงวันพิจารณาครั้งแรก ศาลถามว่านางรู้จักผมไหม นางบอกไม่รู้จัก ส่วนทนายนางตอบว่า ผมคือ วิสุทธิ์กรณ์ แต่ลูกชายผู้ตายมีอยู่จริง ชื่อ กรณ์วิสุทธิ์ (ในทะเบียนบ้านเป็นชื่อนี้ เนื่องจากเพื่อนที่สำนักทะเบียนท้องถิ่น โทรมาแจ้งว่ามีคนมาขอคัดทะเบียนบ้านผมตามคำสั่งศาลแล้วเพื่อนก้เล็งไปเห็นว่าชื่อผมสลับกัน ผมคิดในใจล่ะว่า นางต้องเอาไปเล่นอะไรปัญญาอ่อนในศาลแน่ๆ ก็เป็นจริง) ศาลหันมาถามนางอีกครั้งว่า แล้วเคยเจอคนนี้ไหม นางบอกไม่เคยเจอ ... ศาลถามว่า แล้วคนนั่น (ศาลชี้มาที่ผม) คือ วิสุทธิ์กรณ์ กับ กรณ์วิสุทธิ์ คนเดียวกันไหม? นางตอบว่า "ก้ตัวเค้าบอกว่าใช่" ... ผ่านมาถึงตรงนี้ ศาลได้แต่ยิ้มแต่ไม่ถามอะไรผมเลย จนท่านขอเลื่อนพิจารณา ให้เหตุผลว่าไปตกลงกันใหม่ แล้วชี้มาที่ผมก่อนบอกแม่ค้าโรตี ว่า "นั่นน่ะ ลูกชายเค้าไปตกลงกับเค้าใหม่ซะ"
14.ทนายนางไม่รู้จักผม และก็ไม่คิดจะสืบอย่างแน่ว่าผมคือใคร ในขณะี่ผมทุ่มทุกอย่างเพื่อหาคำตอบนสิ่งที่สงสัย ทนายนางเอาเรื่องเงินในบัณชีมาพูด ซึ่งมันไม่ใช่ธุระ เพราะนี่คือขั้นตอนของการแต่งตั้งผจก.ซึ่งศาลยังไม่มีคำสั่ง แต่เอามาพูดทำไม? จนทำให้ใครต่อใครในชั้นศาลได้ยิน แน่นอนไม่ใช่ผมหรอกที่เป็นเป้า นางแม่ค้านั่นแหละ เพราะผมได้ข่าวว่า มีคนไปมาหาสู่นางรวมทั้ง จนท.รัฐด้วย ต่างบอกจะช่วยนางให้ถึงที่สุด ฮ่าๆ ครับ ผมเอาใจช่วย
15.ถึงวันศาลตัดสิน ให้เป็นผู้จัดการร่วม
16.เช้าวันหนึ่งนางให้ทนายโทรมานัดผม ผมตอบตกลง แล้วทำเรื่องลางาน (ผมเป็นอาจารณ์สอนอยู่ที่ไทยตั้งแต่พ่อเสียครับ) บ่ายวันเดียวกัน นางให้ทนายโทรมาเลื่อนผมออกไปอีก 1 สัปดาหืแจ้งว่าแม่ค้าติดงานขายโรตีไม่ว่าง ผมตอบตกลงทันทีแล้วรีบตอบกลับไปว่า งั้นขอเป็นสิ้นปี มาคุยกันเพราะว่าติดธุระราชการยาว (ผมทราบว่าผจก.มีเวลาจัดการ 1 ปี แต่นางต่างหากที่ร้อนใจอยากได้เงิน ที่สำคัญ เพื่อนบ้านที่น่ารักอีกเช่นเคยไปสืบมาให้ว่า นางคุยโวว่าได้ทนายมือดีมาช่วย ด้วยค่าจ้าง 30% ของเงินมรดกที่นางจะได้ จนปัจจุบันทนายนางก็ยังไม่ได้เงินและคงวนเวียนอยู่ที่บ้านบ่อยๆ เรพาะนางไม่มีหรอกครับเงิน บัณชีก็ถอนไม่ได้ เพราะวันที่ผมถึงไทยตอนงานเผาพ่อ ผมไปที่ธนาคารก่อนเข้าวัด เพื่อแจ้ง ผจก.ธนาคารว่าพ่อเสีย ให้ช่วยอาณัตบัณชี ผจก.ท่านยังตกใจ ตกเย็นยังให้ลูกน้องนำพวงหรีดมาให้ทีเมรุ ท่านฝากลูกน้องมากระซิบว่าไม่มีใครไปแจ้งก่อนหน้าเลย พอรุ่งขึ้นอีกวัน แม่ค้าโรตีไปธนาคารเพื่อจะเบิกเงินถือสมุดคู่ฝากพร้อมใบเบิกที่มีลายเว็นพ่อผม พ่อผมจะเซ็นล่วงหน้าไว้เยอะให้นางติดตัวไว้ แต่ผจก.แจ้งว่าไม่สามารถเบิกได้ เนื่องจากเจ้าของอีกท่านเสียชีวิตนี่ครับ ... นางทำหน้าตกใจซีด ผมรู้เพราะท่านผจก.โทรมาเล่าเองเลยครับ ตรงนี้ผมจึงทราบดีว่านางกำลังเดือนรอ้น ... ไม่เกิน 10 นาทีหลังจากที่ผมวางสายว่างั้นเลื่อนไปสิ้นปีเลยทีเดียวเคลียร์ทุกอย่าง นางรับให้ทนายโทรมาอีกว่า งั้นขอเป็นวันเดิมตามนัดแรกก้ได้ ฮ่าๆ.... เห็นความชั่วไหมครับ?)
...................................................................... จบ


ตรงนี้ผมขอเพิ่มเติมก่อนขอคำแนะนำนะครับ
1.เงินในบัณชีร่วมมี 10 ล้านก่อนจดทะเบียนและก่อนผมไปเรียน ปัจจุบันเหลือ 4 ล้าน เมื่อผ่านไป 4 ปี ส่งผมเรียน 11 เดือน เดือนล่ะ 1 แสน คือ 1.1 ล้าน ดังนั้นใช้ส่วน 2 ตัว 4.5 ล้านในเวลา 4 ปี (แม่ค้าขายโรตีทอดนะครับ)
2.พ่อมีที่ดินซื้อใหม่ หลังจดทะเบียนแต่เป็นชื่อพ่อ
3.พ่อมีที่ดินที่ลูกหนี้ติดจำนองแม่ไว้ตั้งแต่แม่เสียชีวิต ตอนนี้ยังติดทอดตลาดครั้งที่ 3 โดยผ่านผจก.ที่ผมกับพ่อมอบอำนาจไว้ตั้งแต่เมื่อต้นคดี
4.บ้านปัจจุบันเป็นที่ดินวัด เราซื้อบ้านที่มีคนเพิ่งปลูกไว้ 6 เดือนและซื้อสิทธิ์เช่าต่อจากวัดอย่างถูกฏหมายหลังแม่ตาย บ้านราคา 2 ล้าน
5.และพ่อมีผมเป็นลูกชายคนเดียว ที่พ่อไม่ส่งเสียเลี้ยงดุหลังจากจดทะเบียนใหม่ พอขึ้นศาล นางยังตอกย้ำต่อหน้าบัลลังก์ว่าไม่รู้จักผม ผมไม่ใช่ลูกเจ้ามรดก
.................................................................... เริ่มขอคำแนะนำ

มาถึงตรงนี้ ผมติดใจแต่ก้อโหสิกรรม ทุกอย่าง ปล่อยให้สัตว์โลกแปลเปลี่ยนและถูกเผาไปตามกรรมครับ แต่อยากให้ช่วยชี้ทางเหตุการณ์หลังจากนี้หน่อยนะครับ
1. การแบ่งเงินในธนาคาร ทนายนางโทรมาขู่ฟ่อๆ เห็นพร่ำตั้งแต่วันแรกที่เจอในศาลแล้วครับว่า 75% 25% ชัดๆ เพราะเงินในบัณชีเป็นชื่อร่วม นั่นคือเงินของเค้า 2 คน แม่ค้า+ผู้ตาย ส่วนของผู้ตายคือมรดก (ไม่รวมศีลสมรส) ที่ต้องแบ่งระหว่างทายาดคือนางกับผม นั่นคือ ใน 100 ผมได้ 25 ส่วน .... ตรงนี้ ผมพยายามหาทางออกเพื่อการยอมรับด้วยการหาข้อมูล มันก็มีทั้งบวกและลบ ว่าควรเป็นอย่างงั้น แต่... ผมเป็นลุกนะครับ ลูกที่พ่อไม่ส่งเสียหลังจากจดทะเบียนใหม่ แล้วคนนั้นเป็นใคร เข้ามาในชีวิตครอบครัวผมจนพัง แต่กลับได้รายได้ไปอย่างงาม โดยที่ไม่ทำอะไรเลย การงานก็ไม่ทำ คบชู้สู่ชายในขณะที่พ่อผมยังมีชีวิตอยู่นี่ก็อีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งมาจากปากน้องสาวของนาง เวลาทะเลาะกับคนที่บ้านนาง น้องนางก็จะมาเผานางเรื่อยๆ .... เฮ้อออ ผมไม่อยากให้นางได้ 75 ที่ว่าไปง่ายๆอ่ะครับ อยากให้รู้ว่าเงินมีค่ามาก ผมควรทำอย่างไรครับ?
2. นางและทนายนาง ไม่เคยสอบถามเรื่องที่ดิน ไม่เคยพูดถึง เพราะรู้ว่า มันยุ่ง ไม่เหมือนเงิน เนื้อๆ เน้นๆ ... แต่นางคือ ผจก.ร่วมกับผมนะครับ พอผมถามเรื่องนี้กลับไปว่า ในวันนัดจะเคลียร์เรื่องที่ดินด้วย นางก็ไม่สนใจ (เพระาไม่ประสามากกว่า) จนทนายของนางตอบกลับแทนนางว่า ไปประเิมินมาแล้ว คนกลางให้ 2 แสน (ผมอยากสบถใส่หน้าท่านทนายคนนั้นจริง ผมนับ 1 ถึง 10 แล้วก็ยิ้มให้ไม่ตอบอะไร) ที่ดินนั้นพ่อซื้อมา 1 ล้านครับ ด้วยเงินส่วนตัวของพ่อ พ่อมีอยู่ 1 ล้านเศษๆ หลักพัน แต่ดูท่านประเมินราคาสิครับ ฮ่าๆ ... ตรงนี้ผมติดต่อรังวัดราชการไว้เรียบร้อยครับ แต่คำถามผมคือ ถ้านางยังปฏิเสธจะทำหน้าที่ผจก.ในส่วนที่ดินนี้อีก ผมควรทำอย่างไร เพราะดุแล้ว ทนายนางอยากให้นางสนใจเรื่องเงินสดมากกว่า เพราะนางยังไม่ได้จ่ายค่าทนาย (ฮ่าๆ) ส่วนเรื่องที่ ผมเดาทางว่า ทนายนางกำลังทำอะไรสักอย่าง ผมควรมีทางออกที่ดีสักทาง รบกวนชี้แนะทีนะครับ
3. ผมทราบมาว่า หน้าที่ก็ถือว่าเป้นมรดก แล้วหน้าที่ของพ่อกับลูกล่ะครับ อีกทั้งมีกฎหมายเรื่องการขาดหน้าที่เลี้ยงดูบุตรบ้างไหมครับ ผมอยากให้โลกรู้ว่า "ผมถูกพ่อไม่สนใจ หลังจากแม่ตายและมีเมียใหม่ ทั้งๆที่พ่อมีทุกอย่างเพราะแม่ให้ไว้ดุแลผม .... เท่านั้นครับ"
4. ผมทราบมาว่า คดีมรดก การจัดจ้างทนาย ตามมารยาทแล้ว "ทนายไม่อาจเบียดเบียดทรัพทย์ทายาดได้ นี่ครับ" ตรงนี้สำหรับค่าจ้างทนายของนาง 30% ของเงินที่นางจะได้ มันเยอะไปไหมครับและผิดไหม แต่เท่าที่แอบเสาะหาข้อมูลมา สัญญาจ้าง ไม่มีคำว่าเงินมรดก แต่เป็น "ค่าจ้างที่ทนาย.... จะไ้ด้รับ ในการเป็นธุระทางคดีและคำร้องต่อศาลของนาง... กับคู่กรณีที่เกี่ยวข้องจนแล้วเสร็จ ซึ่งคิดที่มูลค่า 30% ของเงินสดที่นาง.... ถือครอง นับจากคดีความถือสมบูรณ์สิ้นสุดและไม่มีการฟ้องร้องย้อนหลังใดๆอีก" <<< แบบนี้เป๊ะครับ!!! ผมไม่อยากให้สภาทนายที่มีทนายดีๆ ต้องเสื่อมเพราะคนแบบนี้ครับในกรณีที่ผิดจรรญาบรรณนะครับ ผมควรหรืไม่ควรยุ่ง และควรปฏิบัติอย่างไรดี?
5. เรื่องคดีที่ดินที่ค้างเติ้งอยู่ยิ่งแล้ว ถามไปยิ่งส่ายหน้าบอกว่าไกลไม่สามารถไปได้ จริงๆอยู่ที่จ.พิจิตร ครับ ที่แปลงนั้นประมาณ 25 ไร่ ในเมื่อนางปฏิเสธหน้าที่ ผมควรทำอย่างไรครับ?
6. พ่อมีรถยนต์ 1 คัน มอเตอร์ไซต์ 1 คัน ตอนนี้รถยนต์พ่อ ถูกน้องชายนางเอาไปใช้ ล่าสุดได้ข่าวว่า ถูกขโมยไป (ผมพยายามเชื่อว่ามีคนขโมยจริงๆ) แต่ไม่มีการแจ้งความใดๆ ทะเบียนรถอยู่กับผมครับตอนนี้ ส่วนมอเตอร์ไซด์ ชื่อพ่อครับเพิ่งซื้อหลังจดทะเบียน ตอนนี้นางใช้อยู่ มันคือมรดกเช่นกันใช่ไหมครับ 2 เรื่องนี้ควรทำอย่างไรครับ?
7. ที่ดิน พ่อตาย ตุลาคม วัดเรียกเก็บค่าเช่าต่อปีเดือน พย. นางแจ้งผ่านทนายว่า นางเป้นผู้เช่าต่อ นางเป้นเจ้าของที่ และบ้านอยู่ในที่วัดซึ่งนางเช่าอยู่ บ้านก็เป็นของนาง (อื้มมม นางมีความคิดครับ ฮ่าๆ) ผมตอบทนายนางไปว่า บ้านผมเป็นคนซื้อ แต่เป็นชื่อพ่อ คนที่ซื้อคือผม ทนายเลยหน้าหงายเพราะข้อมูลนี้สองคนนั้นไม่ทราบครับ เพราะซื้อก่อนนางเข้ามาอยู่ รวมทั้งที่มาของเงินในบัณชี นางก็ไม่ทราบ ทนายยิ่งแล้ว ว่ามาจากไหน ทั้งๆคนที่ขายที่คือผม น่าเศร้าไหมครับ ... ตรงนี้ ผมก็ทราบมาอีกว่า ที่เช่า การเช่า สิทธิ์การเช่า ถือว่าเป็นมรดก ผู้ให้เช่าไม่สามารถโอนถ่ายได้ จนกว่าคดีสิ้นสุด ... ถูกไหมครับ แล้วตรงนี้ถ้าถูกตามที่ผมทราบมา ผมควรทำอย่างไรต่อครับ ? ... นางยังฝากทนายมาขู่รอบสองว่า บ้านน่ะประเมินแล้ว 3 หมื่น นางจะซื้อไว้เอง ผมเลยบอกว่า ผมให้ 5 ล้าน ท่านทนายเลยหน้าเสียกลับไป ฮ่าๆ เพราะนางเอไม่มีบ้านครับ นางอยากได้บ้านมาก ก่อนหน้านี้ นางเช่าห้องเช่าในสลัมเล็กๆของพวกแขกเงินกู้อยู่ แล้วตอนนี้มีแต่คนนับหน้าถือตานาง นางเลยยิ่งไม่สามารถสละบ้านหลังนี้ได้ ... แต่ผมไม่อยากให้นางได้ครองทรัพย์มรดกฝ่ายเดียวครับ มันผิดกฎหมาย รวมทั้งสิทธิการเช่าครองที่ ที่เปลี่ยนชื่อตนเข้าไปได้อย่างไร?
8. หลังจากนี้ ทุกอย่างสิ้นสุดเพียงแค่แบ่งมรดกใช่ไหมครับ? ผมไม่อยากพูดว่าพ่อผมตายเพราะนาง(หรือเปล่า) ไหนจะค่ารักษารพ.พ่อผม ที่ผมควรทราบ ผมก็ยังไม่ทราบ รู้แต่เพียงปี 2554 ทั้งปี มีการถอนเงิน 1.7 ล้านบาท นั่นทานเหลากันทุกมื้อยังไม่ถึงนะครับ ... ผมควรทำอย่างไรครับ

...

รบกวนพิจารณาทีนะครับ ชีวิตผมไม่เหลือใครครับนอกจากคนดีๆรอบกาย เพื่อนบ้าน เพื่อนเก่าแถวบ้าน สังคมอาจารย์ในที่ทำงาน และคนที่ไม่รู้จักที่พร้อมยื่นมือให้คำแนะนำดีๆ ผมถือว่าสิ่งนี้คือกุศลครับ

ขอบคุณล่วงหน้าด้วยความนับถือครับ
วิสุทธิ์กรณ์ ณ.

115.87.100.93

วิสุทธิ์กรณ์ ณ.

วิสุทธิ์กรณ์ ณ.

ผู้เยี่ยมชม

notokoong_bio@hotmail.com

ทนายกฤษณะ

ทนายกฤษณะ

ผู้เยี่ยมชม

krish1936@gmail.com

2012-07-24 19:17 #1

ถึงเป็นผู้จัดการมรดกร่วมกัน ก็แบ่งมรดกด้วยกันได้ แยกสินส่วนตัว สินสมรสของพ่อ แต่น่าจะเป็นสินส่วนตัวทั้งหมด เช่นที่ดินที่พิจิตรคุณก็ดูว่าชื่อในโฉนดเป็นชื่อคุณพ่อคนเดียวใช่หรือไม่ ถ้าใช่ก็แบ่งครึ่ง เพราะเมียใหม่ของพ่อก็มีสิทธิอยู่ครึ่งหนึ่ง แต่ถ้าเมียใหม่ของพ่อไม่ยอมก็ต้องฟ้องศาลอีกรอบ รวมไปถึงเงินฝากในธนาคาร ไม่ยากหรอกครับเรื่องแค่นี้

171.97.176.115

ทนายกฤษณะ

ทนายกฤษณะ

ผู้เยี่ยมชม

krish1936@gmail.com

ตอบกระทู้
CAPTCHA Image
กรุณากรอกตัวเลขผลลัพธ์จากด้านบน
Powered by MakeWebEasy.com